สินเชื่อประเภทต่าง ๆ
บัตรเครดิต เงินกู้ และสินเชื่อประเภทต่างๆ ช่วยให้คุณสามารถบริหารเงินได้ง่ายดายและสะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีฉุกเฉิน สินเชื่อช่วยให้การจ่ายเงินซื้อสินค้าราคาสูง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น เช่น รถยนต์ และการตกแต่งบ้าน นอกจากนี้ คุณยังสามารถจ่ายเงินกู้ค่าบ้านเต็มจำนวนโดยไม่ต้องใช้เงินสดเลย
สินเชื่อเป็นเครื่องมืออันทรงพลัง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อได้สร้างความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงเมื่อคุณใช้สินเชื่ออย่างไม่เหมาะสม เพราะอาจทำให้คุณมีหนี้จำนวนมหาศาล และประสบวิกฤติทางการเงินจนไม่สามารถจัดการได้ ยิ่งคุณมีความรู้มากเท่าใดในเรื่องสินเชื่อ วิธีจัดการสินเชื่อ และสัญญาณเตือนเมื่อคุณจำเป็นต้องรับความช่วยเหลือในการจัดการสินเชื่อก็ยิ่งเป็นการง่ายที่คุณจะสามารถใช้เครื่องมืออันทรงพลังนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของสินเชื่อ คุณสามารถขอกู้เงินเพื่อจุดประสงค์เฉพาะอย่าง เช่น ขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถคันใหม่ จ่ายค่าเล่าเรียนและซื้อหรือตกแต่งบ้าน คุณอาจจะขอกู้เงินแบบรวมหนี้สิน (Debt Consolidation Loan) ซึ่งเป็นการรวมยอดหนี้สินในปัจจุบันทั้งหมดที่คุณทำไว้กับเจ้าหนี้หลายรายให้เป็นแผนการจ่ายชำระแผนเดียวซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยถูกลง นอกจากนี้ คุณยังสามารถขอวงเงินสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับบัญชีกระแสรายวันของคุณเพื่อป้องกันการจ่ายเช็คเด้ง โดยเฉพาะในกรณีที่คุณจ่ายเช็คเป็นยอดที่สูงกว่าจำนวนเงินในบัญชี โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถแบ่งเงินกู้ออกเป็นสองประเภท คือเงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันและแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หมายถึง เงินกู้ที่มีหลักทรัพย์ประกันการกู้ยืม หลักทรัพย์ดังกล่าวอาจมีมูลค่าเท่ากับหรือสูงกว่ายอดเงินกู้ เช่น รถยนต์ บ้านหรือบัญชีเงินฝาก ส่วนเงินกู้แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันนั้นไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์ใดๆ เป็นเครื่องค้ำประกัน บัตรเครดิตอาจถือเป็นสินเชื่อส่วนตัวซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุด การใช้บัตรเครดิตก็เปรียบได้กับการขอกู้เงิน ทุกครั้งที่คุณรูดบัตรเพื่อซื้อสิ่งของ คุณกำลังกู้ยืมเงินมาใช้ก่อนจนกว่าจะสามารถจ่ายคืน ถ้าคุณคิดว่าจะจ่ายคืนช้ากว่ากำหนด บริษัทบัตรเครดิตจะคิดค่าธรรมเนียมกับบัญชีของคุณเพิ่มจากยอดใช้จ่ายจริง
กลับ
คุณสามารถรับผิดชอบสินเชื่อได้มากแค่ไหน?
ถ้าผู้ให้กู้ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือไม่ก็ตาม ผู้กู้ย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา การผิดนัดชำระหนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและอาจส่งผลกระทบต่ออันดับความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ ทำให้คุณไม่สามารถขอกู้เงินยอดใหม่ได้ และอาจถึงขั้นนำไปสู่การเป็นคดีฟ้องร้องทางกฎหมาย
กำหนดวงเงินที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ... และยึดมั่นตามนั้น !
ด้วยเหตุนี้เอง อันดับแรกคุณจึงต้องคิดคำนวณอย่างถี่ถ้วนว่าคุณสามารถรับผิดชอบยอดสินเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน คุณจำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์ทางการเงินในปัจจุบันและในอนาคตอย่างรอบคอบก่อนจะมีหนี้ก้อนใหม่ ในการวิเคราะห์นี้ คุณควรพิจารณาอัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์ (Debt Ratio) และกำหนดวงเงินจ่ายคืนที่สอดคล้องกับความเป็นจริง
อัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์ อัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์เป็นการพิจารณาว่าคุณมีหนี้สินมากเท่าใดโดยเปรียบเทียบกับรายได้ของคุณ ตัวเลขนี้จึงมักจะให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของคุณ ยิ่งคุณมีอัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์ต่ำเพียงใด ก็แสดงว่าคุณมีเงินเหลือเก็บหรือมีเงินเหลือพอจะนำไปใช้จ่ายได้มากเท่านั้น อัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์ของคุณคืออัตราร้อยละของยอดรายได้สุทธิต่อเดือนซึ่งสามารถนำไปจ่ายหนี้สินหรือภาระผูกพันในแต่ละเดือน วิธีการคำนวณก็คือ นำยอดเงินที่ต้องจ่ายคืนหนี้สินในแต่ละเดือนรวมถึงค่าเช่าและเงินกู้ผ่อนชำระระยะยาวมาเป็นตัวตั้ง แล้วหารด้วยเงินได้สุทธิ (หลังจากหักภาษี)
| ตัวอย่าง : |
|
|
| ยอดจ่ายชำระหนี้สินต่อเดือน |
800 บาท |
|
|
= |
| รายได้สุทธิต่อเดือน |
2,000 บาท |
|
| อัตราหนี้สินต่อสินทรัพย์ |
40% |
|
ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านแนะนำว่า ยอดเงินที่คุณจะนำไปจ่ายชำระหนี้สินหรือเงินกู้นั้นไม่ควรเกิน 15-20% ของรายได้สุทธิต่อเดือนของครอบครัว (ไม่รวมค่าเช่าและเงินกู้ผ่อนชำระระยะยาว) นอกจากนี้ ยอดเงินที่คุณจะนำไปจ่ายคืนหนี้สินทั้งหมดรวมถึงเงินกู้ผ่อนชำระระยะยาวนั้นไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิต่อเดือนของคุณ
กลับ
|