มารู้จักกับสินเชื่อ

Credit-ED  
cash advances at citicards.com.
   
 

 

 

 

การจัดทำงบประมาณ

สร้างอุปนิสัยที่ดีก่อนมีปัญหา

แม้แต่บุคคลที่ใช้จ่ายอย่างรอบคอบที่สุดก็อาจมีปัญหาเรื่องหนี้สินได้ วิกฤติการณ์ทางการเงินมักเกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์พาไปโดยที่คุณไม่อาจควบคุมได้ บางครั้งตัวคุณหรือสมาชิกในครอบครัวอาจตกงานหรือล้มป่วยกะทันหัน ขณะที่บางครั้งเราอาจต้องกุมขมับเรื่องการเงินเพราะอุปนิสัยการใช้จ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

 

การจัดทำงบประมาณ

วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับปัญหาสินเชื่อก็คือการสร้างอุปนิสัยการใช้จ่ายที่ดีก่อนมีปัญหา ขั้นแรก คุณจำเป็นต้องจัดระบบการเงินและวางแผนงบประมาณ ถึงแม้คุณจะกำลังประสบปัญหาหนี้สินอยู่ การจัดทำงบประมาณก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถปลดหนี้และรักษาเครดิตที่ดีไว้ได้ต่อไป

 

งบประมาณช่วยให้คุณสามารถจัดระบบการใช้จ่าย โดยทำให้คุณทราบว่าคุณมีเงินเข้าจากไหน มีเงินออกทางใด และเป็นค่าอะไรบ้าง งบประมาณยังช่วยให้คุณรู้ว่าจำเป็นต้องแก้ไขตรงจุดใด ช่วยระบุค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นซึ่งคุณสามารถตัดออกได้เพื่อจะมีเงินเหลือเก็บ

 

 

กลับ

 

การควบคุมงบประมาณ

การควบคุมงบประมาณไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณใช้เวลาจัดระบบและวางแผน เมื่อจัดทำงบประมาณขึ้นได้แล้ว การบริหารรายรับรายจ่ายให้เป็นไปตามงบประมาณก็เป็นเรื่องง่าย ขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยคุณในการวางแผนงบประมาณ

 

ขั้นที่ 1: กำหนดเป้าหมายของคุณ

สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน คุณอาจต้องการบ้านหลังใหม่ ต้องการเกษียณอายุการทำงานเร็วขึ้น หรือแม้แต่ต้องการศึกษาต่อ เป้าหมายของคุณอาจแบ่งได้เป็นสามประเภทคือ เป้าหมายทางการเงินระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้ถามตัวเองดังนี้ อะไรสำคัญสำหรับฉัน ฉันจำเป็นต้องมีอะไร ฉันต้องการอะไร คำตอบที่ได้จะบอกถึงเป้าหมายของคุณ หากคุณสมรสแล้ว คุณอาจพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องนี้กับคู่สมรส และตัดสินใจว่าเป้าหมายร่วมกันของคุณทั้งสองคืออะไร จากนั้นเขียนเป้าหมายเหล่านี้ลงในกระดาษ เมื่อคุณรู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องการอะไร คุณก็สามารถเริ่มวางแผนงบประมาณได้ตามนั้น

  • เป้าหมายระยะสั้น : คือเป้าหมายซึ่งคุณสามารถบรรลุได้ภายในปีหน้าหรือ ระยะเวลาราวๆ นั้น เป้าหมายดังกล่าวนี้ก็เช่น ชำระหนี้บัตรเครดิตจำนวน 40,000 บาท ซื้อโทรทัศน์หรือตู้เย็นใหม่ หรือค่าใช้จ่ายในการไปเที่ยวพักผ่อน
  • เป้าหมายระยะกลาง : คือเป้าหมายซึ่งคุณต้องการจะบรรลุภายในสองถึงห้าปี ตัวอย่างเช่น คุณอาจต้องการออมเงินไว้เป็นเงินดาวน์ค่าบ้าน หรือค่าเครื่องเรือนชุดใหม่ภายในบ้าน
  • เป้าหมายระยะยาว : คือเป้าหมายที่ต้องใช้เวลามากกว่าห้าปีจึงจะบรรลุผล ได้แก่ การออมเงินสำหรับวัยเกษียณ หรือค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย
ขั้นที่ 2: รวบรวมข้อมูล

รวบรวมบันทึกหลักฐานรายรับรายจ่ายทั้งหมดของครัวเรือน ในการประเมินค่าใช้จ่าย คุณต้องละเอียดลออและซื่อสัตย์ต่อตนเอง อย่าลืมว่างบประมาณควรเป็นภาพที่ถูกต้องแม่นยำ มิใช่ “กรณีตัวอย่างที่ดีที่สุด” ขอแนะนำให้คุณรวบรวมข้อมูลดังต่อไปนี้ :

  • ต้นขั้วสมุดเช็ค
  • สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของปีที่แล้ว
  • ทะเบียนสมุดเช็ค
  • ใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต (โดยเฉพาะยอดสรุป ณ สิ้นปี)
  • ข้อมูลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายยอดใหญ่ๆ เช่น เงินกู้ซื้อรถยนต์ และวงเงินสินเชื่อ
  • รายการฝาก-ถอนเงินจากธนาคารและสถาบันทางการเงินอื่นๆ
ขั้นที่ 3: ค้นหาว่าขณะนี้คุณอยู่ตรงไหน

หลังจากรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาได้แล้ว ก็ให้ใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อพิจารณาว่า คุณมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเป็นอย่างไรในปัจจุบัน สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และค่าใช้จ่าย อย่ากังวลหากคุณต้องประมาณตัวเลขขึ้นมาในการจัดทำงบประมาณครั้งแรก คุณอาจต้องใช้เวลาสองสามเดือนกว่าจะรู้แน่ชัดว่าขณะนี้คุณอยู่ตรงจุดไหน แต่งบประมาณครั้งแรกจะช่วยให้คุณเห็นภาพคร่าวๆ ว่าคุณใช้จ่ายไปกับเรื่องใดบ้าง และเงินของคุณหายไปไหน

คุณควรจัดแบ่งข้อมูลออกเป็นสามส่วนดังข้างล่างนี้ เพื่อจะนำไปจัดทำงบประมาณต่อไป

  • เงินที่คุณหามาได้ : รวมยอดรายได้จากแหล่งต่างๆ ทั้งหมด ซึ่งได้แก่ “เงินได้สุทธิ” หลังจากหักภาษี ค่าคอมมิชชั่นหรือโบนัส ค่าอุปการะบุตร เงินจากกองทุนประกันสังคมหรือสวัสดิการหลังเกษียณ เงินสงเคราะห์กรณีทุพพลภาพ ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ
  • เงินที่คุณใช้ไป : รวมยอดค่าใช้จ่ายแบบคงที่และแบบแปรผัน ค่าใช้จ่ายคงที่หมายถึงค่าใช้จ่ายที่มียอดคงที่เท่ากันทุกเดือน (เช่น ค่าเช่า ค่าผ่อนชำระเงินกู้ระยะยาว ค่าเบี้ยประกัน ชำระคืนเงินกู้ เงินออมหลังเกษียณ ฯลฯ) และมักจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถตัดออกได้ ส่วนค่าใช้จ่ายแปรผันเป็นค่าใช้จ่ายที่มียอดเปลี่ยนแปลงได้ (เช่น ค่าบริการเคเบิลทีวี ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ) และสามารถลดหรือตัดออกไปได้
  • ผลลัพธ์สุดท้าย : นำยอดค่าใช้จ่ายไปลบออกจากรายได้ จำนวนเงินที่เหลือเรียกว่า “รายได้ส่วนเกินจากรายได้ประจำ” ซึ่งสามารถนำไปใช้ในกรณีฉุกเฉินและใช้สำหรับงบประมาณที่กำหนดไว้
ขั้นที่ 4: ตรวจสอบผลลัพธ์สุดท้ายของคุณ

ผลลัพธ์สุดท้ายคือผลต่างระหว่างจำนวนเงินที่คุณหามาได้กับจำนวนเงินที่คุณใช้ไป ซึ่งทำให้คุณทราบแน่ชัดว่าคุณกำลังใช้จ่ายเกินตัวหรือไม่ ถ้าตัวเลขสุดท้ายออกมาเป็นบวก ลองทบทวนดูว่าจะเพิ่มยอดชำระคืนหนี้สินหรือเก็บออมเงินให้มากขึ้นดีหรือไม่ ถ้าตัวเลขออกมาเป็นลบ คุณกำลังใช้จ่ายเงินมากกว่าที่หามาได้ และอาจกำลังถมช่องว่างที่ขาดไปด้วยสินเชื่อ หากคุณมียอดชำระคืนหนี้สินและบัตรเครดิตเป็นจำนวนมากกว่า 15- 20% ของเงินได้สุทธิ คุณกำลังตกอยู่ในอันตราย ถ้าผลลัพธ์สุดท้ายออกมาเป็นลบ คุณจำเป็นต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายแปรผันและพิจารณาว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างไร

 

ขั้นที่ 5: ติดตามยอดค่าใช้จ่าย

หลังจากคำนวณงบประมาณครั้งแรกขึ้นมาแล้ว ให้คุณเริ่มบันทึกค่าใช้จ่ายต่อเดือน ถึงแม้ผลลัพธ์สุดท้ายของคุณจะออกมาเป็นบวก ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรจะรู้ว่าคุณใช้จ่ายเงินไปอย่างไรบ้าง

 

พกสมุดบันทึกเล็กๆ ติดตัวแล้วคอยจดบันทึกค่าใช้จ่ายทั้งหมดและการเบิกถอนเงินทุกครั้ง คุณจะประหลาดใจเมื่อได้รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของตน ตัวอย่างเช่น หลายคนพบว่าตัวเองหมดเงินไปหลายร้อยหลายพันกับค่ากาแฟ ของขบเคี้ยว นิตยสาร และน้ำอัดลม โดยทั่วไปแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะใช้จ่ายเงินไปไม่มากนักกับค่าทำฟันหรือเครื่องอุปโภคบริโภค พวกเขากลับเสียเงินไปกับสิ่งไม่จำเป็น หรือบรรดาสิ่งของที่พวกเขาสามารถอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี เป้าหมายของการติดตามยอดค่าใช้จ่ายก็เพื่อทำความเข้าใจว่าเงินของคุณหายไปไหน

 

กลับ

 

 

 
   

 


 
Privacy
Terms, Conditions, caveats and small print
Copyright © 2007 Citigroup Inc.